2008/Feb/08

กลับมาจากดูพระอาทิตย์ขึ้น รีบไปทานข้าว ซื้อเสบียงเตรียมตัวไปเดินทางไกลตลอดทั้งวัน

ระยะทางทั้งหมดที่ต้องเดินเท่ากับ 20 กว่ากิโล เริ่มต้นจากที่ทำการอุทยาน ผ่านน้ำตก 5 แห่งและสิ้นสุดลงที่ผาหล่มสัก อันเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกชื่อดังที่เห็นบ่อยๆบนโปสต์การ์ด 

 9 โมงกว่า ผมเดินตัวปลิวออกจากที่พัก หิ้วถุงพลาสติกใส่ข้าวกล่องกับน้ำดื่มไปด้วย ดูเหมือนแม่บ้านออกไปจ่ายตลาดยังไงอย่างงั้น...

 

เดินเข้าป่าคนเดียวมีเสียวเล็กน้อย เพราะหนทางมันค่อนข้างเปลี่ยว บางช่วงกำลังเดินเพลินๆหันซ้ายกันขวาดูอีกที อ้าว  นักท่องเที่ยวที่เคยเดินเกาะกลุ่มกันก็หายหน้าไปหมด เหลือเราโด่เด่อยู่คนเดียวกลางป่า ฉะนั้นจึงไม่ขอแนะนำให้สาวๆใจกล้าที่ไหนเดินทางมาคนเดียว เพราะมันเสี่ยงเกิน อาจจะถูกลิงหื่นในป่าจับไปทำมิดีมิร้ายเอาได้ 

ขอบอกว่าเดินป่าที่นี่โคตรเพลิน ให้เดินทั้งวันก็ไม่เกี่ยง จากประสบการณ์ที่เคยไปเดินป่ามาบนเทือกเขาทางใต้ มันจะเป็นป่าแบบร้อนชื้น  เดินแล้วเหงื่อซ่ก ตัวเหม็น แถมหน้ามันอีกต่างหาก (ไม่นับฝูงทากอีกเป็นร้อยที่รอโจมตี) แต่ที่นี่อากาศเย็นสบาย ถึงจะเหนื่อยก็ไม่มีเหงื่อ ชอบๆ ระหว่างทางเจอกลุ่มนักท่องเที่ยวจากฝรั่งเศสท่าทางเป็นมิตรเข้ามาชวนคุย ก็พูดจาทักทายกันพอเป็นพิธี สอบถามได้ความว่าเป็นนักศึกษา(บ้านเค้านี่น่าอิจฉานะ ได้เที่ยวไกลๆตั้งแต่เด็ก)เพิ่งเดินทางมาจากภูเก็ต คาดว่าคงเที่ยวทะเลมาแล้วเต็มที่ เลยเปลี่ยนบรรยากาศมาลองขึ้นเขาดู เดินไปสักพักเจอขี้ช้างสดๆ อยู่ข้างทาง ชักเสียวเพราะเห็นป้ายเตือนตลอดทางว่าให้ระวังสัตว์ป่า กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสพวกนั้นก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ บอกว่าอยากเจอช้างจริงๆกลางป่า ต้องอธิบายให้ฟังว่าช้างป่ามันไม่ได้เชื่องเหมือนช้างในสวนสัตว์นะ(เว้ย)  ยู(มึง)ไม่เจอมันนั่นแหละโชคดีแล้ว...ฮ่วย! 

น้ำตกเกือบทุกแห่งที่ไปก็มีสภาพเป็นน้ำตกแคระ มีน้ำไหลกะปริบกะปรอยน่าสงสารมาก (อย่างในรูปนั่นแล)ไอ้ที่เคยเห็นจากนิตยสารท่องเที่ยวทั้งหลายนี่ลืมไปได้เลย ไม่มีหรอกครับ 

หลังจากเอาเท้าแหย่ๆ ลงในน้ำตกแห่งแรก(ประมาณว่า มาถึงแล้วนะ) ก็รีบเดินทางต่อไปยังน้ำตกแห่งที่สอง (ได้โปรดอย่าถามชื่อน้ำตก เจ้าของบล็อกเป็นคนขี้ลืมและไม่ชอบถ่ายรูปกับป้าย) ทุกแห่งก็มีสภาพไม่ต่างกัน ก็สวยดี...แต่ไม่มีน้ำ

 

 พยายามสอดส่ายสายตามองหาใบเมเปิ้ลสีแดงบริเวณน้ำตก เจอหลายใบร่วงอยู่บนพื้น แต่form มันไม่สวย ต้องเอามาวางจัดฉากใหม่ เพื่อให้ได้รูปสวยๆอย่างที่ต้องการ (อนึ่ง ค่อนข้างมันใจว่าใบเมเปิ้ลสวยๆที่เห็นในรูปถ่ายตามโปสต์การ์ดหรือนิตยสารนั้น...ผ่านการจัดฉากมาซะเกินครึ่ง)  

ก่อนจะเดินทางต่อไปยังผาหล่มสัก ตอนนั้นเที่ยงพอดี เลยกะว่าจะพักกินข้าวที่น้ำตกเพ็ญพบ (หิวตาลาย เกรงว่าเดินต่อไปอาจจะเป็นลมให้ได้อายชาวประชาบนภูกระดึง)อาหารคำแรกกำลังจะเข้าปาก ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังแว่วมาจากหลังพุ่มไม้...ชำเลืองมองแว่บนึง แอบหวังเล็กๆให้เป็นกลุ่มน้องๆจากมช.เมื่อเช้า...(อาการหนักแล้วมึง)  ปรากฏว่าเป็นกลุ่มเด็กมัธยมต้น...อืมมมม...พรากผู้เยาว์กลางป่านี่คงได้ลงข่าวหน้าหนึ่งแน่ๆ  

 นี่ไงมึง ถึงแล้ว น้ำตกเพ็ญพักตร์ น้องผู้หญิงในกลุ่มร้องตะโกนบอกเพื่อนเสียงดังด้วยความดีใจ...แถมเปลี่ยนชื่อให้เสร็จสรรพ...จากเพ็ญพบกลายเป็นเพ็ญพักตร์เฉยเลย

 

 

โชคดีที่ยังไม่เริ่มกิน ผมเก็บข้าวใส่ถุง รีบจ้ำอ้าวออกจากตรงนั้น เพราะเสียงของกลุ่มน้องๆดังสนั่นหวั่นไหวขนาดที่ช้างป่าได้ยินก็คงเผ่นเข้าป่าแทบไม่ทัน...

 

กว่าจะมีที่ใหม่ให้ได้นั่งพักทานข้าวก็โน่น...เดินไปอีกกิโลกว่าๆ  ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่จับสัตว์ป่าข้างทางมากินดิบๆซะก่อน...

edit @ 8 Feb 2008 14:07:44 by yatiko

2008/Jan/27

 

กลับจากไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก(หมากดูก=????) รีบเอาจักยานที่เช่ามาไปคืนเจ้าหน้าที่ จ่ายตังค์ไป 40 บาทค่าจักรยาน (ชั่วโมงละ20บาท) รู้สึกคุ้มดีจัง...

 

มื้อเย็นไปนั่งทานข้าวที่ร้านเจ้าประจำ ที่ร้านมีน้ำชาร้อนๆให้จิบฟรีๆด้วย ช่วยให้คลายหนาวได้ดีเชียว ไอ้โต๊ะข้างๆมันยังอุตส่าห์สั่งเป๊บซี่+น้ำแข็งมาดื่มกัน เห็นแล้วหนาวไปถึงตับอ่อน แต่ที่น่าสนใจกว่าคือสาวโต๊ะนั้นใส่กางเกงขาสั้นกันยกแก๊งค์ ไม่เกรงอกเกรงใจชาวบ้านชาวช่องที่สวมเสื้อกันหนาวสองชั้นกันเลยหรือไร...

 ก่อนกลับเต้นท์ผมไปทักทายกวางที่ออกหากินอยู่แถวละแวกนั้น รู้สึกว่ามันจะเชื่องเกินไปแล้ว รับอาหารที่อยู่ในมือคนไปกินอย่างไม่มีความเคอะเขิน อยากถามมันเหมือนกันว่าตกลงแกเป็นกวางรึว่าเป็นหมากันแน่วะ เสียชาติเกิดเป็นสัตว์ป่ามากๆ

มีคนเข้ามาถ่ายรูปกวางเยอะแยะ แต่ผมไม่ถ่ายเพราะรู้สึกหมั่นไส้มัน นอกจากตะกละแล้วยังบ้ากล้องอีกต่างหาก...

 

ก่อนนอนคืนนั้นต้องถือไฟฉายฝ่าความมืดไปแปรงฟันที่ห้องน้ำซึ่งอยู่ไกลไปเป็นร้อยเมตร แถวหน้าห้องน้ำมีลานกว้างให้นั่งเล่น แหงนหน้าขึ้นมองฟ้าเจอดาวเป็นล้านดวงกำลังยิ้มแฉ่งลงมาทักทาย อยู่ในเมืองใหญ่ๆคงไม่มีวันเห็นดาวเต็มฟ้าขนาดนี้

 

ผมเคลิ้มหลับไปราวเที่ยงคืน ด้วยเสียงขับกล่อมของหมาป่าที่โหยหวนมาจากแนวป่า(ใครกลัวผีอาจมีขนลุก) บวกกันเสียงน้ำค้างยามดึกตกกระทบหลังคาเต้นท์ดังเปาะแปะ

ก่อนที่ผมจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเต้นท์ข้างๆ(คนละเต้นท์กับวงเหล้า) คุยกระซิบกระซาบกันเบาๆ เราก็นึกว่าจะมีอะไรให้หวาดเสียวตอนดึก (ตาสว่างชั่วคราวเชียวมึง) แต่พอตั้งใจเงี่ยหูฟังดีๆ จึงพบว่า....ธรรมกาย.........มันคุยกันเรื่องธรรมกายครับพี่น้อง...เชื่อผมมั๊ย...มีคนอุตส่าห์เดินขึ้นภูมาเป็นสิบๆกิโล นอนกางเต้นท์ในที่ๆอุณหภูมิต่ำกว่าสิบองศา เพื่อมาถกกันเรื่องธรรมกาย...ตอนตีสองครึ่ง.ผมหลับต่อไปด้วยความเซ็งและผิดหวัง และจะไม่แปลกใจเลยถ้าไอ้เต้นท์นั้นมันจะลุกขึ้นมาเดินจงกรมตอนตีสี่...สาธุ 

ผมตื่นนอนตอนตีสี่ครึ่ง...

 ทันทีที่ลืมตา รู้สึกเลยว่าอุณหภูมิตอนเช้าไม่ได้ต่ำลงกว่าเมื่อคืนแม้แต่น้อย ทำใจรวบรวมลมปราณอยู่นานมาก กว่าจะลากสังขารออกจากถุงนอนไปล้างหน้าแปรงฟันที่ต้องตื่นเช้าเช่นนี้ เพราะตีห้าตรง เจ้าหน้าที่อุทยานจะนำทางพาพวกเราไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ซึ่งเราไม่สามารถเดินทางไปได้เอง ต้องไปโดยมีเจ้าหน้าที่ไปด้วย

ระหว่างทางเดินไปหน้าผา ก๊วนสาวๆข้างหน้าส่งเสียงเม้าท์กันดังลั่นสนั่นป่า(ว้ายยยย แก กล้องชั้นแบทใกล้หมดแล้วอ่ะ แกมีแบทสำรองป่ะ ใหนๆ ดูซิ...ของแกมันแคนนอนไม่ใช่เหรอ แล้วมันจะใช้แทนกันได้ป่าวล่ะ...ฉอดๆๆๆๆๆ )...จนพี่เจ้าหน้าที่ต้องร้องเตือน

 

น้องกลุ่มนั้นช่วยเงียบเสียงหน่อยครับ เสียงดังอย่างนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้ยินเสียงสัตว์ป่า แถวนี้มีช้างป่าออกมาหากินนะพี่เจ้าหน้าที่ปรามเสียงเข้มๆ

 ได้ผลสุดๆ คราวนี้ทุกคนปิดปากเงียบเป็นเป่าสาก เพราะคงไม่มีใครอยากโดนช้างเหยียบตายอยู่บนนี้แน่ๆ (แอบสงสารนะ เพราะรู้สึกจะหน้าจ๋อยกันทั้งกลุ่ม) ถึงหน้าฝาปุ๊บ ความรู้สึกแรกเลยคือ...ทำไมมันมืดอย่างนี้ 

อย่าเข้าไปใกล้หน้าผาเกินไปนะครับ ตกลงไปไม่มีใครช่วยได้นะครับ พี่เจ้าหน้าที่พูดเตือน(ขู่)อีกครั้ง และมันก็ได้ผลซะด้วย ต่างคนต่างก็จับจองพื้นที่นั่งรอพระอาทิตย์กันอย่างสงบ ไม่มีใครโชว์พาวเข้าไปไกล้หน้าผาแบบเกินพอดี

 

กาแฟ ไมโล มั๊ยครับ แก้วละ 15 บาท พี่เจ้าหน้าที่อุทยานเสียงเข้มคนเดิม แต่ตอนนี้แปลงร่างไปเป็นพ่อค้าซะแล้ว-_-"

 

กาแฟแก้วนึงครับ ผมไปเข้าแถวซื้อเป็นคนแรกๆ แม้ว่ามันจะเป็นแค่กาแฟ3in1ธรรมดา แต่การได้ดื่มมันในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ทำให้กาแฟแก้วนั้นสุดยอด 

ทุกคนนั่งนิ่ง จิตใจจดจ่ออยู่กับขอบฟ้าด้วนตะวันออก ที่เริ่มมีแสงสว่างเรืองรอง บ่งบอกว่าดวงอาทิตย์ใกล้โผล่มาเยือนเราทุกที

 

แต่วันนั้นพวกเราไม่มีโชค...

 ท้องฟ้ามีเมฆหมอกเยอะเกินไปทำให้ท้องฟ้าปิด เราจึงได้แค่มองเห็นพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งหัวเราะเยาะอยู่ข้างหลังก้อนเมฆ เริ่มมีคนทยอยกลับ พวกตากล้องที่ลงทุนแบกกล้องโปรๆมาหวังบันทึกภาพก็เก็บกล้องไปอย่างผิดหวัง เสียเที่ยวอ่ะ อุตส่าห์ตื่นแต่เช้า กลุ่มละอ่อนจากเจียงใหม่ (ใส่เสื้อมช.) หันมาบ่นกับเพื่อนๆ ...เสียเที่ยว... 

ไม่นะ...ผมไม่เห็นด้วย...(พูดกับตัวเอง ไม่กล้าพูดกับเด็ก มช.หรอกนะ อิอิอิ)

 

อย่างที่เคยบอกไง บางครั้งจุดหมายปลายทางมันก็ไม่ใช่อะไรทั้งหมดหรอก ระหว่างทางก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่ามัวแต่เดินเชิดหน้า ตามองเป้าหมาย ไม่ได้สนใจเลย ว่าเดินเหยียบอะไรไปบ้าง...

. .

ผมสูดหายใจเข้าไปเต็มปอด แล้วพ่นลมออกมาทางปาก มองเห็นไอขาวๆเป็นทางยาวพุ่งออกมา รู้สึกคล้ยตัวเองเป็นมังกรพ่นไฟ...ก่อนที่มันไอขาวๆนั้นจะค่อยๆจางไป และกลืนหายไปกับไอหมอกรอบตัว.

 

 

 

 

ปล. จะพยายามทยอยมาอัพเรื่อยๆนะครับ เพราะเขียนไว้ยาวเป็นมหากาฟย์ไตรภาค (เว่อร์) วันนี้ไม่ได้ลงรูปนะครับ เดี๋ยวค่อยเอามาลงครั้งหน้า

2008/Jan/11

สู้ๆครับ อีกไม่ไกลแล้ว

ตั้งแต่เริ่มเดินขึ้นภูมาเกือบสองชั่วโมง ผมได้ยินคำพูดทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง และก็ได้รู้หลังจากนั้นไม่นานว่ามันเป็นแค่คำพูดที่มีไว้เพื่อให้กำลังใจคนที่กำลังยืนหอบแฮ่กๆอยู่บนเนินเขาอย่างพวกเรา มากกว่าที่จะหมายความตามนั้นจริงๆ

ผมยกนาฬิกาขึ้นดูพร้อมทั้งจิบสปอนเซอร์ เพิ่งรู้ว่าตัวเองใช้เวลาไปมากกว่าที่คิด (กูแก่แล้วใช่มั๊ย) แม้จะเหนื่อยแต่ลมหนาวที่โชยมาบาดผิวหนังเป็นระลอก ทำให้ผมไม่มีเหงื่อสักหยดเดียว เส้นทางสองข้างทางช่างแห้งแล้ง แต่เหน็บหนาว มองเห็นใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นลงบนพื้น รอให้นักท่องเที่ยงเดินเหยียบย่ำผ่านไปอย่างไม่แยแส...

คู่รักที่นั่งพักอยู่ใกล้ๆผม เริ่มหยิบน้ำดื่มและลูกอมมาป้อนให้แก่กัน ฝ่ายหญิงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีชมพูขึ้นมาซับเหงื่อให้กับไอ้หนุ่มหน้าจืดที่ตอนนี้เหนื่อยจนหน้าแดงแป้ด ผมทนดูอยู่ไม่ถึงนาทีก็ตัดสินใจลุกขึ้นเดินต่อ...กลัวจะห้ามใจตัวเองไม่ไหวเผลอกระโดดถีบสองคนนั่นตกหน้าผาไปทั้งคู่

เคล็ดลับที่ผมได้เรียนรู้จากเมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมาคือ จงเดินอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวตามสภาพร่างกายตัวเอง ไม่ต้องแข่งขันทำสถิติโลกกับชาวบ้านที่ไหน ถึงจะขึ้นเร็วกว่าชาวบ้านเขาชั่วโมงนึงมันก็ไม่ได้ทำให้คุณแมนมากขึ้นหรือมีสาวที่ไหนมาตามกรี๊ดหรอกนะ แต่ถ้าเมื่อไหร่เกิดขึ้นเป็นลมขึ้นมากลางทางต้องให้เพื่อนๆหามลงเขา...อันนี้แหละมีเฮแน่ๆ

อีกสาเหตุนึงที่เราไม่ควรรีบขึ้นสู่ยอดภูอย่างเดียว นั่นเพราะตลอดสองข้างทางมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง(นอกเหนือจากเหล่านักท่องเที่ยวที่หมดแรงนั่งเรียงรายลิ้นห้อยอยู่ตามสองฝั่งทางเดิน)รอให้เราค้นพบ การมุ่งแต่จะไปสู่จุดสูงสุดจะทำให้เราพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเหล่านั้นไปอย่างไม่รู้ตัว

 

ผมเดิน วิ่ง คลาน ปีนป่าย ตะกาย เลื้อย เป็นเวลาราวสามชั่วโมงกว่าๆก็สามารถถึงหลังแป(ยอดภู) ได้สำเร็จ เรียกได้ว่าเป็นการใช้พลังเฮือกสุดท้ายอย่างแท้จริง ข้าวเหนียวส้มตำที่ตกถึงท้องเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หันไปทางไหนก็มีแต่คนยืนน้ำตาไหลพรากถ่ายรูปกับป้ายผู้พิชิตภูกระดึง(อย่างกะพิชิตเอเวอร์เรสต์)

สภาพอากาศป่าข้างบนมีทั้งป่าสนและป่าดิบแล้ง เต็มไปด้วยต้นสนภูเขารูปร่างสวยงามยืนเรียงต้นท้าทายลมหนาว รู้สึกตื่นตาตื่นใจดีทีเดียว (คนที่เจอแต่ทะเลอย่างผมย่อมตื่นเต้นเป็นพิเศษ)

ถึงที่ทำการอุทยาน ผมรีบจองที่กางเต้นท์ บนลานมีเต้นท์ที่กางแล้วเรียงตัวกันอยู่ห่างๆ ผิดจากที่คาดเดาไว้ตอนแรก คิดว่าจะมีคนเยอะเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปลายปี

ผมเลือกทำเลกางเต็นท์ใต้ต้นสนต้นใหญ่ เสร็จแล้วออกไปหาอะไรทานตรงโซนร้านค้า ราคาอาหารที่นี่ไม่แพงอย่างที่คิดเมื่อเทียบกับการแบกหามขึ้นที่สูงมาเกือบ10กิโลเมตร(จานนึงก็ราว40-50 บาท) คุณป้าเจ้าของร้านทักทายและชวนคุยอย่างเป็นมิตร

กลับไปที่เต้นท์ พบว่าที่ว่างข้างๆมีคนมากางเต้นท์ไปแล้วเรียบร้อย และพี่แกก็เริ่มตั้งวงกินเหล้าเคล้าเสียงเพลงกันตั้งแต่บ่ายสาม เริ่มหวั่นใจว่าคืนนี้จะได้นอนหลับเป็นปกติสุขรึเปล่าหนอ ตอนแรกกะว่าจะผูกมิตรกับเต้นทท์ข้างๆ แต่พอเห็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งค์นั้นยกขวดแสงโสมขึ้นกระดกเพียวๆ ก็เปลี่ยนความคิดทันที ขอแค่พวกคุณ(มึง)อย่าโหวกเหวกโวยวายตอนดึกๆก็จะขอบพระคุณอย่างสูงแล้ว..

ตอนเย็นๆตัดสินใจเช่าจักยานปั่นไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาใกล้ๆ(ข้างบนนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่องพระอาทิตย์ขึ้น-ตก มากกว่าเรื่องการอาบน้ำ) ถนนเส้นเล็กๆที่ตัดผ่านป่าสนทำให้การปั่นจักรยานนั้นแสนจะเพลิดเพลินด้วยทิวทัศน์สองข้างทางที่สวยจับใจ ผู้คนที่ร่วมเดินทางไปดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันต่างก็ยิ้มแย้ม และไม่หวงแหนรอยยิ้ม...

ดวงอาทิตย์กลมโตกำลังลับลาฟากฟ้าไปอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กที่รอคอยชมพระอาทิตย์ตกอย่างสงบต่างก็รีบกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพเบื้องหน้ากันมือเป็นระวิง ท้องฟ้าทางทิศตะวันตกถูกย้อมสีกลายเป็นสีส้มสด จากความสูงกว่าหนึ่งพันเมตร มองเห็นภาพโลกเบื้องล่างกำลังล่ำลาแสงสุดท้ายของวันอย่างอาลัยอาวรณ์...

และทันทีที่ดวงอาทิตย์ลับหายไปจากท้องฟ้า ความมืดและความเหน็บหนาวก็ไล่หลังมาจนทำให้หลายๆคนหยิบเสื้อกันหนาวและหมวกสีสันสดใสขึ้นมาสวมแทบไม่ทัน แต่น่าทึ่งที่สาวๆบางคนสามารถสวมกางเกงขาสั้นท้าทายความหนาวระดับ10องศาได้อย่างไม่หยี่หระ...

ผมใส่ถุงมือและรูดซิปเสื้อแจ็คเกตที่สวมอยู่จนสุด รีบปั่นจักยานกลับที่พัก มองไปข้างหน้าแลเห็นทิวสนทะมึนอยู่ในความมืด มีสำแสงจากไฟฉายของนักท่องเที่ยวด้านหน้าส่องแสงอยู่วูบวาบ ให้อารมณ์แปลกประหลาดราวกับตัวเองหลุดมาอยู่ในโลกนิทาน...