กลับจากไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก(หมากดูก=????) รีบเอาจักยานที่เช่ามาไปคืนเจ้าหน้าที่ จ่ายตังค์ไป 40 บาทค่าจักรยาน (ชั่วโมงละ20บาท) รู้สึกคุ้มดีจัง...

 

มื้อเย็นไปนั่งทานข้าวที่ร้านเจ้าประจำ ที่ร้านมีน้ำชาร้อนๆให้จิบฟรีๆด้วย ช่วยให้คลายหนาวได้ดีเชียว ไอ้โต๊ะข้างๆมันยังอุตส่าห์สั่งเป๊บซี่+น้ำแข็งมาดื่มกัน เห็นแล้วหนาวไปถึงตับอ่อน แต่ที่น่าสนใจกว่าคือสาวโต๊ะนั้นใส่กางเกงขาสั้นกันยกแก๊งค์ ไม่เกรงอกเกรงใจชาวบ้านชาวช่องที่สวมเสื้อกันหนาวสองชั้นกันเลยหรือไร...

 ก่อนกลับเต้นท์ผมไปทักทายกวางที่ออกหากินอยู่แถวละแวกนั้น รู้สึกว่ามันจะเชื่องเกินไปแล้ว รับอาหารที่อยู่ในมือคนไปกินอย่างไม่มีความเคอะเขิน อยากถามมันเหมือนกันว่าตกลงแกเป็นกวางรึว่าเป็นหมากันแน่วะ เสียชาติเกิดเป็นสัตว์ป่ามากๆ

มีคนเข้ามาถ่ายรูปกวางเยอะแยะ แต่ผมไม่ถ่ายเพราะรู้สึกหมั่นไส้มัน นอกจากตะกละแล้วยังบ้ากล้องอีกต่างหาก...

 

ก่อนนอนคืนนั้นต้องถือไฟฉายฝ่าความมืดไปแปรงฟันที่ห้องน้ำซึ่งอยู่ไกลไปเป็นร้อยเมตร แถวหน้าห้องน้ำมีลานกว้างให้นั่งเล่น แหงนหน้าขึ้นมองฟ้าเจอดาวเป็นล้านดวงกำลังยิ้มแฉ่งลงมาทักทาย อยู่ในเมืองใหญ่ๆคงไม่มีวันเห็นดาวเต็มฟ้าขนาดนี้

 

ผมเคลิ้มหลับไปราวเที่ยงคืน ด้วยเสียงขับกล่อมของหมาป่าที่โหยหวนมาจากแนวป่า(ใครกลัวผีอาจมีขนลุก) บวกกันเสียงน้ำค้างยามดึกตกกระทบหลังคาเต้นท์ดังเปาะแปะ

ก่อนที่ผมจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเต้นท์ข้างๆ(คนละเต้นท์กับวงเหล้า) คุยกระซิบกระซาบกันเบาๆ เราก็นึกว่าจะมีอะไรให้หวาดเสียวตอนดึก (ตาสว่างชั่วคราวเชียวมึง) แต่พอตั้งใจเงี่ยหูฟังดีๆ จึงพบว่า....ธรรมกาย.........มันคุยกันเรื่องธรรมกายครับพี่น้อง...เชื่อผมมั๊ย...มีคนอุตส่าห์เดินขึ้นภูมาเป็นสิบๆกิโล นอนกางเต้นท์ในที่ๆอุณหภูมิต่ำกว่าสิบองศา เพื่อมาถกกันเรื่องธรรมกาย...ตอนตีสองครึ่ง.ผมหลับต่อไปด้วยความเซ็งและผิดหวัง และจะไม่แปลกใจเลยถ้าไอ้เต้นท์นั้นมันจะลุกขึ้นมาเดินจงกรมตอนตีสี่...สาธุ 

ผมตื่นนอนตอนตีสี่ครึ่ง...

 ทันทีที่ลืมตา รู้สึกเลยว่าอุณหภูมิตอนเช้าไม่ได้ต่ำลงกว่าเมื่อคืนแม้แต่น้อย ทำใจรวบรวมลมปราณอยู่นานมาก กว่าจะลากสังขารออกจากถุงนอนไปล้างหน้าแปรงฟันที่ต้องตื่นเช้าเช่นนี้ เพราะตีห้าตรง เจ้าหน้าที่อุทยานจะนำทางพาพวกเราไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ซึ่งเราไม่สามารถเดินทางไปได้เอง ต้องไปโดยมีเจ้าหน้าที่ไปด้วย

ระหว่างทางเดินไปหน้าผา ก๊วนสาวๆข้างหน้าส่งเสียงเม้าท์กันดังลั่นสนั่นป่า(ว้ายยยย แก กล้องชั้นแบทใกล้หมดแล้วอ่ะ แกมีแบทสำรองป่ะ ใหนๆ ดูซิ...ของแกมันแคนนอนไม่ใช่เหรอ แล้วมันจะใช้แทนกันได้ป่าวล่ะ...ฉอดๆๆๆๆๆ )...จนพี่เจ้าหน้าที่ต้องร้องเตือน

 

น้องกลุ่มนั้นช่วยเงียบเสียงหน่อยครับ เสียงดังอย่างนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้ยินเสียงสัตว์ป่า แถวนี้มีช้างป่าออกมาหากินนะพี่เจ้าหน้าที่ปรามเสียงเข้มๆ

 ได้ผลสุดๆ คราวนี้ทุกคนปิดปากเงียบเป็นเป่าสาก เพราะคงไม่มีใครอยากโดนช้างเหยียบตายอยู่บนนี้แน่ๆ (แอบสงสารนะ เพราะรู้สึกจะหน้าจ๋อยกันทั้งกลุ่ม) ถึงหน้าฝาปุ๊บ ความรู้สึกแรกเลยคือ...ทำไมมันมืดอย่างนี้ 

อย่าเข้าไปใกล้หน้าผาเกินไปนะครับ ตกลงไปไม่มีใครช่วยได้นะครับ พี่เจ้าหน้าที่พูดเตือน(ขู่)อีกครั้ง และมันก็ได้ผลซะด้วย ต่างคนต่างก็จับจองพื้นที่นั่งรอพระอาทิตย์กันอย่างสงบ ไม่มีใครโชว์พาวเข้าไปไกล้หน้าผาแบบเกินพอดี

 

กาแฟ ไมโล มั๊ยครับ แก้วละ 15 บาท พี่เจ้าหน้าที่อุทยานเสียงเข้มคนเดิม แต่ตอนนี้แปลงร่างไปเป็นพ่อค้าซะแล้ว-_-"

 

กาแฟแก้วนึงครับ ผมไปเข้าแถวซื้อเป็นคนแรกๆ แม้ว่ามันจะเป็นแค่กาแฟ3in1ธรรมดา แต่การได้ดื่มมันในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ทำให้กาแฟแก้วนั้นสุดยอด 

ทุกคนนั่งนิ่ง จิตใจจดจ่ออยู่กับขอบฟ้าด้วนตะวันออก ที่เริ่มมีแสงสว่างเรืองรอง บ่งบอกว่าดวงอาทิตย์ใกล้โผล่มาเยือนเราทุกที

 

แต่วันนั้นพวกเราไม่มีโชค...

 ท้องฟ้ามีเมฆหมอกเยอะเกินไปทำให้ท้องฟ้าปิด เราจึงได้แค่มองเห็นพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งหัวเราะเยาะอยู่ข้างหลังก้อนเมฆ เริ่มมีคนทยอยกลับ พวกตากล้องที่ลงทุนแบกกล้องโปรๆมาหวังบันทึกภาพก็เก็บกล้องไปอย่างผิดหวัง เสียเที่ยวอ่ะ อุตส่าห์ตื่นแต่เช้า กลุ่มละอ่อนจากเจียงใหม่ (ใส่เสื้อมช.) หันมาบ่นกับเพื่อนๆ ...เสียเที่ยว... 

ไม่นะ...ผมไม่เห็นด้วย...(พูดกับตัวเอง ไม่กล้าพูดกับเด็ก มช.หรอกนะ อิอิอิ)

 

อย่างที่เคยบอกไง บางครั้งจุดหมายปลายทางมันก็ไม่ใช่อะไรทั้งหมดหรอก ระหว่างทางก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่ามัวแต่เดินเชิดหน้า ตามองเป้าหมาย ไม่ได้สนใจเลย ว่าเดินเหยียบอะไรไปบ้าง...

. .

ผมสูดหายใจเข้าไปเต็มปอด แล้วพ่นลมออกมาทางปาก มองเห็นไอขาวๆเป็นทางยาวพุ่งออกมา รู้สึกคล้ยตัวเองเป็นมังกรพ่นไฟ...ก่อนที่มันไอขาวๆนั้นจะค่อยๆจางไป และกลืนหายไปกับไอหมอกรอบตัว.

 

 

 

 

ปล. จะพยายามทยอยมาอัพเรื่อยๆนะครับ เพราะเขียนไว้ยาวเป็นมหากาฟย์ไตรภาค (เว่อร์) วันนี้ไม่ได้ลงรูปนะครับ เดี๋ยวค่อยเอามาลงครั้งหน้า

Comment

Comment:

Tweet

หนาวขนาดนั้น....เป็นข้าพเจ้าคงไม่ตื่น
หลับจนตะวันเตะก้น 55+confused smile
เราว่า การไม่คาดหวังอะไรมากมายกับสิ่งที่
อยู่ข้างหน้า ก็ทำให้ได้อรรถรสในการเที่ยวไปอีกแบบ
เที่ยวแบบลุยๆ แบบนี้ดียิ่งนัก
เที่ยวหน้า มารอดูรูปนะ .... double wink

#6 By Travelism on 2008-01-30 08:08

อ่านเพลินดี ธรรมกายนี่มันสุดยอดจริงๆ เคยเข้าไปถ่ายรูปโบสถ์ ผ่านลานที่ไว้ให้ยานอวกาศลงจอดอ่ะ สิ่งมหัศจรรย์ของรังสิตเรย-*-กร๊าก แต่ที่มหัศจรรย์กว่าคือพระปั่นจักรยาน บ้างก็ปั่นซาเล้ง พระขี่ม้านี่ชิดซ้ายเรยขอบอก จะรอดูรูปสวยๆนะคระ อยากเห็นกวางเรนเดียร์บ้างอ่ะ อิอิ


ปล.เพิ่งกลับไปอ่านบล็อกตัวเองมา หลังจากที่ไม่เข้ามาครึ่งปี 555+ จะขอตอบเมนท์ตรงนี้คงยังไม่สายเกินปาย little miss sunshine ดูแล้วจ้า หนังแนวดูไปอมยิ้มไป ชอบเหมือนกันอ่ะ ดูแล้วนึกถึงหนังสือแปลของฝรั่งที่เคยอ่านตอนเดะๆ แต่แอมป์เป็นพวกติดใจหนังตลาดไม่งั้นคงไม่ปลื้มเพลงway back into loveอ่ะ 55+ ท่าทางพี่ศักจะสไตล์อินดี้นะเนี๊ยะdouble wink ..มีจะเมาท์อีกหลายเรื่อง ไว้ดูๆกันไปเน่อopen-mounthed smile //เมนท์ยาวโคด กร๊าก

#5 By น้องแอ่มแอ๊ม (58.8.252.81) on 2008-01-29 01:48

พอดีคืนนั้นพระจันทร์เต็มดวงหมาป้าเอ๊ยป่าตัวนั้นคือเจ้เองแหละ555

#4 By เจ้เอง (58.10.36.124) on 2008-01-28 15:53

เมืองไทยมีหมาป่าด้วยเหรอ
คงเป็นหมาภู(หมีพูห์)ที่อุทยานมากก่าม้าง

#3 By ~ O_L~oHm ~ on 2008-01-28 14:40

หมั่นไส้กวางซะงั้น!!

รออ่านต่อไป big smile

#2 By [nockpac] on 2008-01-28 14:39

aim : อืม ยาวก้อเล่ามาเหอะ อ่านเพลินดี(แม้จะหมั่นไส้นิดนึง) อุ อิ

#1 By aim on 2008-01-27 17:31