สู้ๆครับ อีกไม่ไกลแล้ว

ตั้งแต่เริ่มเดินขึ้นภูมาเกือบสองชั่วโมง ผมได้ยินคำพูดทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง และก็ได้รู้หลังจากนั้นไม่นานว่ามันเป็นแค่คำพูดที่มีไว้เพื่อให้กำลังใจคนที่กำลังยืนหอบแฮ่กๆอยู่บนเนินเขาอย่างพวกเรา มากกว่าที่จะหมายความตามนั้นจริงๆ

ผมยกนาฬิกาขึ้นดูพร้อมทั้งจิบสปอนเซอร์ เพิ่งรู้ว่าตัวเองใช้เวลาไปมากกว่าที่คิด (กูแก่แล้วใช่มั๊ย) แม้จะเหนื่อยแต่ลมหนาวที่โชยมาบาดผิวหนังเป็นระลอก ทำให้ผมไม่มีเหงื่อสักหยดเดียว เส้นทางสองข้างทางช่างแห้งแล้ง แต่เหน็บหนาว มองเห็นใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นลงบนพื้น รอให้นักท่องเที่ยงเดินเหยียบย่ำผ่านไปอย่างไม่แยแส...

คู่รักที่นั่งพักอยู่ใกล้ๆผม เริ่มหยิบน้ำดื่มและลูกอมมาป้อนให้แก่กัน ฝ่ายหญิงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีชมพูขึ้นมาซับเหงื่อให้กับไอ้หนุ่มหน้าจืดที่ตอนนี้เหนื่อยจนหน้าแดงแป้ด ผมทนดูอยู่ไม่ถึงนาทีก็ตัดสินใจลุกขึ้นเดินต่อ...กลัวจะห้ามใจตัวเองไม่ไหวเผลอกระโดดถีบสองคนนั่นตกหน้าผาไปทั้งคู่

เคล็ดลับที่ผมได้เรียนรู้จากเมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมาคือ จงเดินอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวตามสภาพร่างกายตัวเอง ไม่ต้องแข่งขันทำสถิติโลกกับชาวบ้านที่ไหน ถึงจะขึ้นเร็วกว่าชาวบ้านเขาชั่วโมงนึงมันก็ไม่ได้ทำให้คุณแมนมากขึ้นหรือมีสาวที่ไหนมาตามกรี๊ดหรอกนะ แต่ถ้าเมื่อไหร่เกิดขึ้นเป็นลมขึ้นมากลางทางต้องให้เพื่อนๆหามลงเขา...อันนี้แหละมีเฮแน่ๆ

อีกสาเหตุนึงที่เราไม่ควรรีบขึ้นสู่ยอดภูอย่างเดียว นั่นเพราะตลอดสองข้างทางมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง(นอกเหนือจากเหล่านักท่องเที่ยวที่หมดแรงนั่งเรียงรายลิ้นห้อยอยู่ตามสองฝั่งทางเดิน)รอให้เราค้นพบ การมุ่งแต่จะไปสู่จุดสูงสุดจะทำให้เราพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเหล่านั้นไปอย่างไม่รู้ตัว

 

ผมเดิน วิ่ง คลาน ปีนป่าย ตะกาย เลื้อย เป็นเวลาราวสามชั่วโมงกว่าๆก็สามารถถึงหลังแป(ยอดภู) ได้สำเร็จ เรียกได้ว่าเป็นการใช้พลังเฮือกสุดท้ายอย่างแท้จริง ข้าวเหนียวส้มตำที่ตกถึงท้องเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หันไปทางไหนก็มีแต่คนยืนน้ำตาไหลพรากถ่ายรูปกับป้ายผู้พิชิตภูกระดึง(อย่างกะพิชิตเอเวอร์เรสต์)

สภาพอากาศป่าข้างบนมีทั้งป่าสนและป่าดิบแล้ง เต็มไปด้วยต้นสนภูเขารูปร่างสวยงามยืนเรียงต้นท้าทายลมหนาว รู้สึกตื่นตาตื่นใจดีทีเดียว (คนที่เจอแต่ทะเลอย่างผมย่อมตื่นเต้นเป็นพิเศษ)

ถึงที่ทำการอุทยาน ผมรีบจองที่กางเต้นท์ บนลานมีเต้นท์ที่กางแล้วเรียงตัวกันอยู่ห่างๆ ผิดจากที่คาดเดาไว้ตอนแรก คิดว่าจะมีคนเยอะเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปลายปี

ผมเลือกทำเลกางเต็นท์ใต้ต้นสนต้นใหญ่ เสร็จแล้วออกไปหาอะไรทานตรงโซนร้านค้า ราคาอาหารที่นี่ไม่แพงอย่างที่คิดเมื่อเทียบกับการแบกหามขึ้นที่สูงมาเกือบ10กิโลเมตร(จานนึงก็ราว40-50 บาท) คุณป้าเจ้าของร้านทักทายและชวนคุยอย่างเป็นมิตร

กลับไปที่เต้นท์ พบว่าที่ว่างข้างๆมีคนมากางเต้นท์ไปแล้วเรียบร้อย และพี่แกก็เริ่มตั้งวงกินเหล้าเคล้าเสียงเพลงกันตั้งแต่บ่ายสาม เริ่มหวั่นใจว่าคืนนี้จะได้นอนหลับเป็นปกติสุขรึเปล่าหนอ ตอนแรกกะว่าจะผูกมิตรกับเต้นทท์ข้างๆ แต่พอเห็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งค์นั้นยกขวดแสงโสมขึ้นกระดกเพียวๆ ก็เปลี่ยนความคิดทันที ขอแค่พวกคุณ(มึง)อย่าโหวกเหวกโวยวายตอนดึกๆก็จะขอบพระคุณอย่างสูงแล้ว..

ตอนเย็นๆตัดสินใจเช่าจักยานปั่นไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาใกล้ๆ(ข้างบนนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่องพระอาทิตย์ขึ้น-ตก มากกว่าเรื่องการอาบน้ำ) ถนนเส้นเล็กๆที่ตัดผ่านป่าสนทำให้การปั่นจักรยานนั้นแสนจะเพลิดเพลินด้วยทิวทัศน์สองข้างทางที่สวยจับใจ ผู้คนที่ร่วมเดินทางไปดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันต่างก็ยิ้มแย้ม และไม่หวงแหนรอยยิ้ม...

ดวงอาทิตย์กลมโตกำลังลับลาฟากฟ้าไปอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กที่รอคอยชมพระอาทิตย์ตกอย่างสงบต่างก็รีบกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพเบื้องหน้ากันมือเป็นระวิง ท้องฟ้าทางทิศตะวันตกถูกย้อมสีกลายเป็นสีส้มสด จากความสูงกว่าหนึ่งพันเมตร มองเห็นภาพโลกเบื้องล่างกำลังล่ำลาแสงสุดท้ายของวันอย่างอาลัยอาวรณ์...

และทันทีที่ดวงอาทิตย์ลับหายไปจากท้องฟ้า ความมืดและความเหน็บหนาวก็ไล่หลังมาจนทำให้หลายๆคนหยิบเสื้อกันหนาวและหมวกสีสันสดใสขึ้นมาสวมแทบไม่ทัน แต่น่าทึ่งที่สาวๆบางคนสามารถสวมกางเกงขาสั้นท้าทายความหนาวระดับ10องศาได้อย่างไม่หยี่หระ...

ผมใส่ถุงมือและรูดซิปเสื้อแจ็คเกตที่สวมอยู่จนสุด รีบปั่นจักยานกลับที่พัก มองไปข้างหน้าแลเห็นทิวสนทะมึนอยู่ในความมืด มีสำแสงจากไฟฉายของนักท่องเที่ยวด้านหน้าส่องแสงอยู่วูบวาบ ให้อารมณ์แปลกประหลาดราวกับตัวเองหลุดมาอยู่ในโลกนิทาน...

Comment

Comment:

Tweet

#13 By อ้น (202.129.52.103) on 2008-02-25 16:29

ตามคุณ yatiko ไปเที่ยวภูกระดึงสนุกดีจังเลย
ไม่เหนื่อยอย่างที่คิด...open-mounthed smile open-mounthed smile

ประโยคท้ายสุด...สุขอะไรจะปานนั้น

maha-พ่อ

#12 By mahafamily (58.9.132.217) on 2008-02-06 16:13

อยากเห็นฉากตอนถีบคู่หนุ่มสาวลงผาจัง
อิ กำลังวาดภาพไปด้วยเนาะ สรุป
ไปคนเดียวหละสิเนี่ย เห็นภาพก็ทำให้นึกถึง
ภูกระดึงอีกครั้ง เป็นครั้งแรกที่ได้พกกล้อง
ไปถ่ายรูปครั้งแรก ถ่ายไม่ค่อยดีเลย
แต่บรรยากาศดี กะว่า จะไปแก้มืออีกที
เดี๋ยวตามไปอ่านตอน 2 ต่อ double wink

#11 By Travelism on 2008-01-28 08:41

แค่คิดจะไปก็เหนื่อยแล้วอ่ะค่ะ ...

#10 By yakcute on 2008-01-24 15:46

aim : รออ่านต่ออยู่นะ แขบๆหิด

#9 By aim on 2008-01-23 22:06

มันสวยงามมากมาย ถ้าเป็นไปได้อยากไปกะเพื่อนๆมั่งอ่ะ
แย้วถ่ายรูปมาแค่นี้หลอคับอยากดูรูปอีกopen-mounthed smile

#8 By yium on 2008-01-16 21:30

ขากลับกลิ้งลงหรือเปล่าค่ะ....confused smile
ถ้าเป็นจิ คงต้องหามขึ้น
พอขาลงก็กลิ้งลง (โดนคนหามถีบส่ง) ฮาาาาาา....confused smile
อืม...เล่าได้แตกต่างกันจริงด้วย แล้วตกลงจะโพสแบบไตรภาคเลยใช่มั้ยเนี่ยquestion

#6 By เดี๊ยนเอง (203.172.88.45) on 2008-01-13 23:26

เกิดมายังไม่เคยไปภูกระดึงเลย
อย่างนี้ต้องรีบๆหาโอกาสไป.. (ก่อนที่จะแก่.. อิอิ) big smile

#5 By K w a n g ! ! on 2008-01-12 21:19

รูปสวยมาก...

เพื่อนไปเที่ยวกันเยอะเลยที่ภูกระดึง
ถ้าผมไปด้วยคงเจอพี่แว้ว เปนแน่แท้
(น่าเสียดาย รึจะดีใจดี ฮ่าๆ)

สุขสันวันต์เด็กคับพี่

ปล. รออ่านต่อ big smile

#4 By [nockpac] on 2008-01-12 18:35

aim : อ่านแล้วหมั่นไส้แฮะ
และเห็นด้วยกะ คห.1 wink

#3 By aim on 2008-01-12 15:00

เพื่อวิวสวยๆ เอาคะแนนความพยามไปเลยค่ะ confused smile

ชื่อปฏิบัติการที่เอ็นทรี่ ดูยิ่งใหญ่ ดีจังค่ะ confused smile confused smile

#2 By !2know ++ on 2008-01-12 10:50

1.มึงเม้นกวนตีนมาก
2.ช่างเล่าได้แตกต่างกับในบอร์ดรุ่น
confused smile

#1 By ~ O_L~oHm ~ on 2008-01-12 08:07