คำชี้แจง: ยาวนะครับ ค่อยๆอ่านทีละนิดก็ได้ ตอนแรกว่าจะแบ่งเป็นตอนๆแล้วแต่เปลี่ยนใจ เพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้เล่นเน็ตเท่าไหร่ อีกอย่างคือรูปจะเอามาลงทีหลังนะครับ ขัดข้องทางเทคนิคนิดหน่อย
Part1 : พงันวันคลื่นลมสงบ
"เฮ้ย กูเพิ่งดูพยาการณ์อากาศไปเมื่อตะกี้นี้เองนะโว้ย เค้าบอกว่าคลื่นแรง"
"กูก็เพิงโทรเช็คกับเพื่อนที่พงันก่อนที่จะคุยกับมึงเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วนี่เอง มันบอกว่าปกติ"
"เออ ตามใจ แล้วแต่มึงละกัน ทำประมาทไปเถอะ"
"นี่มึงอย่าพูดเหมือนกูจะไปเที่ยว ยะลา ปัตตานี ได้มั๊ย แม่ง เวอร์ชิบหาย เหมือนพี่สาวกูเลย มันบอกว่ามีคลื่นยักษ์อะไรของมันไม่รู้ กูจะบ้า"
นั่นเป็นคำอวยพรส่วนใหญ่ที่ผมได้รับก่อนที่จะเดินทางไปพงันคนเดียว แต่หลังจากที่เดินทางมากว่า6ชั่วโมงจากหาดใหญ่ถึงท่าเรือดอนสัก ภาพของทะเลตรงหน้าที่สงบเงียบทำให้สิ่งที่เคยวิตกกังวลมาก่อนหน้านี้ กลายเป็นเรื่องตลกไปเสียสิ้น
"นักท่องเที่ยวมากันน้อยกว่าปีที่แล้วเยอะเลยพี่ เพราะทีวีออกข่าวน่ากลัวเกินจริง" หนุ่มมอเตอร์ไซค์ผิวเข้มบ่นให้ฟังด้วยอารมณ์เซ็งๆ แต่ผมก็แอบค้านในใจ ด้วยภาพนักท่องเที่ยวทั้งหัวดำหัวแดงที่ยืนอยู่เต็มท่าเรือ...น้อยตรงใหนเนี่ย
จริงๆแล้วผมไม่ได้อาจหาญขนาดเดินทางไปใหนมาใหนคนเดียวได้โดยไม่รู้สึกอะไร แต่เนื่องจากสถานการณ์บังคบและไม่อยากเอาชีวิตไปผูกติดกับคนอื่น จึงตัดสินใจสะพายเป้มาพงันคนเดียว เพราะมีเพื่อนอยูที่นั่นเรื่องที่พักจึงสะดวก แม้อาจโดนบางคนแซวว่าคิดทำเท่ห์เหมือนไข่ย้อยแห่งเพื่อนสนิทก็ตาม
ผมเดินขึ้นเรือ เลือกที่นั่งด้านนอกเพราะอยากดูทะเล นักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ บรรยากาศบนเรือร่าเริงจนน่าอึดอัด นั่งไปสักพักมีคนเปิดเพลงขึ้นมา แม้เสียงจะไม่ดังอะไร แต่นั่นก็เพียงพอที่จะให้ผมต้องปิดหนังสือที่อุตสาห์หอบหิ้วมาหวังอ่านฆ่าเวลาลง(กลางทะเลลึก ของประชาคม) ผมนั่งหลับตา พยายามฟังว่าฝรั่งข้างๆมันคุยกันเรื่องอะไร ก่อนที่จะพบว่าฟังไม่ออกสักคำ เพราะมันคุยกับด้วยภาษาฝรั่งเศษ
ผมเดินไปเดินมาบนเรือ บางครั้งก็ออกไปยืนเหม่อที่ระเบียง มองออกไปยังท้องน้ำที่กว้างสุดสายตาแบบที่พระเอกเอ็มวีเพลงประเภทเหงาๆทั้งหลายชอบทำกัน
หลังจากยืนทำเท่ห์จนเมื่อยและหงุดหงิดว่าเมื่อไหร่มันจะไปถึงซักที(วะ)อยู่บนเรือมาเกือบสามชั่วโมง สรุปว่าในไกด์บุ้กมันบอกว่าใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมงครึ่งนี่ตอแหลเห็นๆ เวลาผ่านไปสามชั่วโมงกว่าๆ ผมจึงเห็นเกาะพงันอยู่ตรงหน้า
ทันทีที่เท้าสัมผัสผืนดิน ผมรีบสอดสายตาหาเพื่อนที่เพิ่งโทรให้มันมารับ ยังไม่ทันหันซ้ายหันขวา ผมก็เห็นเพื่อนมายืนยิ้มอยู้ตรงหน้าแล้ว งงๆเหมือนกันเพราะว่าที่ตั้งกว้างแต่ทำไมเราเจอกันง่ายจังวะ....
Part 2: ที่ๆนาฬิกาเดินถอยหลัง
วันรุ่งขึ้นผมกับเพื่อนไปเดินเล่นกันที่ชายหาดตอนบ่าย แดดแรงๆทำไห้เราชะงักงันกันไปบ้างในตอนแรก แต่สุดท้ายก็คิดกันได้ว่าแสงแดดคงไม่สามารถทำร้ายพวกเราไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว จะกลัวมันไปทำไมจริงๆแล้วอุตสาห์หิ้วกันแดดไปหลอดใหญ่ แต่ดันลืมไว้ที่บ้านพัก และไม่มีทางย้อนกลับไปเอาแน่ๆ (ขี้เกียจ)
ทะเลตอนนั้นเงียบสงบเหลือเกิน แม้หาดทรายจะดูธรรมดาไปบ้าง ภาพของทะเลที่สงบนิ่ง มีแค่ระลอกคลื่นแผ่วเบาบนผิวน้ำที่บ่งบอกว่ามันยังคงเคลื่อนไหว นักท่องเที่ยวแหวกว่ายอยู่ในผืนน้ำอย่างสบายอารมณ์(และแน่นอน อยู่ในชุดบิกินี่ หึหึหึ...) เราได้แต่เดินย่ำเท้าบนผืนทราย มองดูชีวิตคนอื่นริมชายหาด(จริงๆคือถ้ำมอง) ถ่ายรูปคู่กับเรือลำเก่าๆที่จอดล้อคลื่นลมเบาๆอยู่อย่างสงบนิ่ง แค่นั้นก็เพลิดเพลินแล้ว..
ผมขี้เกียจเล่นน้ำ ขอเป็นผู้สังเกตการณ์ริมหาดดีกว่า เดินๆไปสังเกตเห็นว่าหมาทุกตัวที่เดินอยู่ริมหาดเดินลงไปเล่นน้ำทะเลกันเป็นว่าเล่น ผมกับเพื่อนเลยเรียกมันว่า หมาทะเล.....
ชายหาดที่เราไปเดินเล่นกันอยู่แถวบ้านใต้ มันไม่ใช่สถานที่โด่งดังเหมือนที่อื่นผู้คนจึงไม่พลุกพล่าน นักท่องเที่ยวหลายคนนิยมปูเสื่ออ่านหนังสือกันกลางแดด มีรีสอร์ทสวยๆเยอะมาก ผมกับเพื่อนแอบทำเนียนเดินเข้าไปดูบ้าง ถ่ายรูปบ้าง เสียวๆเหมือนกันว่าจะมีใครเดินออกมาไล่ คิดว่าครั้งหน้าอยากลองมาพักที่รีสอร์ทดู เพราะบรรยากาศดีมาก สงบโคตรๆ ที่สำคัญคือราคามันอยู่ในช่วงที่สามรถยอมรับได้ แต่ให้มาพักคนเดียวคงไม่ไหว ใครอยากไปด้วยบ้างบอกมาได้เลยนะ พูดจริงๆ
แม้เพื่อนมันบ่นว่าเมื่อย แต่ผมก็ไม่สนใจต่อเสียงบ่น ลากมันไปยังท่าจอดเรือประมงซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่ไหร่ ดูไกลๆแล้วสวยดี แต่พอมาถึงแล้วกลับไม่สวยอย่างที่คิด เพราะมันดูรกๆ และเต็มไปด้วยเศษวัสดุ เราเดินไปที่ปลายแหลม ตอนนั้นเองที่เพิ่งสำเหนียกกันได้ว่ามันเปลี่ยวมาก และตอนนั้นดวงอาทิตย์ตกดินไปนานแล้วด้วย หวกโดนใครแถวนั้นปาดคอฆ่าหมกทรายขึ้นมา คงไม่มีใครช่วยได้แน่นอน สำนึกได้ดังนั้นเราทั้งสองจึงรีบเดินจ้ำอ้าวกลับที่พักอย่างรวดเร็ว
ขากลับเราเดินเลียบถนนแคบๆที่มีรถราวิ่งไปมาด้วยความเร็วสูง เสี่ยงต่อการโดนรถเฉี่ยวหอหักตายใต้โคนมะพร้าวเป็นอย่างมาก ร้านค้าและรีสอร์ทตามสองข้างทางเปิดไปสว่างไสวสวยงาม นึกๆแล้วก็ขำตัวเองเหมือนกัน เมือสองสามวันก่อนยังเพิ่งปวดหัวกับงานอยู่แท้ๆ แต่วันนี้กลับมีเวลาว่างขนาดมาเดินสำรวจรีสอร์ทตามสองข้างทางในสถานที่ๆไม่คุ้นเคย นึกถึงคำพูดของไข่ย้อยในเพื่อนสนิทขึ้นมาทันที ที่นี่ เป็นที่ๆนาฬิกาเดินถอยหลัง...
ถนนที่แสงไฟสลัวๆ มองเห็นเงาของต้นมะพร้าวเป็นเงาตะคุ่มอยู่ในความมืด เสียงเฮฮาของนักท่องเที่ยวบนรถที่ผ่านไปมาดังเป็นระยะๆ ทำใหผมรู้สึกอยากให้ระยะทางระหว่างชายหาดกับที่พักยืดยาวออกไปเหลือเกิน...
Part 3 : Hi!, strangers.
ผมรู้สึกเวียนหัวกับภาพตรงหน้า เสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับอย่างไร้ระเบียบ เสียงจอแจจากนักท่องเที่ยวที่เดินกันยั้วเยี้ยเหมือนกองทัพมด มีทั้งเสียงตะโกนคุยข้ามถนน เสียงหัวเราะ เสียงพูดจาทักทายกัน ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่แค่นั้นก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองลีบลงกว่าเดิม
คนที่แน่นสุดๆทำให้เราเคลื่อนที่ไปได้ช้ามาก ผมแทบไม่ต้องเดินด้วยซ้ำ แค่ยืนเฉยๆ คนข้างหลังก็จะดันให้เราเคลื่อนที่ไปเองโดยอัตโนมัติ
ผมเหลือบมองดูนาฬิกา เหลือเวลาอีกไม่ถึง10นาทีก็จะเที่ยงคืน พวกเรา5คน(ผม เพื่อน พี่สาวเพื่อน และเพื่อนๆของพี่สาว) นั่งรถตู้มาที่หาดริ้นเพื่อฉลองปีใหม่กันที่นี่ ผมชักไม่มั่นใจว่าคิดถูกรึเปล่า กับการนั่งรถมาบนถนนที่สูงชันน่าหวาดเสียว เพียงเพื่อจะพบกับกองทัพฝรั่งที่ทำให้เราแทบไม่มีพื้นที่ยืน
อาศัยความตัวเล็กให้เกิดประโยชน์ ในที่สุดพวกเราก็สามารถซอกซอนจนสามารถทะลุมาถึงริมหาดจนได้ แทบจะพร้อมกันกับดอกไม้ไฟที่สว่งไสวขึ้นอย่างงดงาม พร้อมทั้งเสียงตะโกนว่า แฮปปี้นิวเยียร์ ที่ดังระงมไปทั่ว บ่งบอกว่าปีใหม่มามาเยือนแล้ว นักท่องเที่ยวที่มากันเป็นคู่ๆอาศัยจังหวะนี้จูบกันอย่าดูดดื่ม(ประมาณว่าจูบแรกของปี) ไอ้เราที่ยืนอยู่ข้างๆได้แต่มองด้วยความอิจฉา หันไปดูเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่าจะชวนมันจูบซะหน่อยแต่กลัวโดนตบ เลยล้มเลิกความคิด
เหล้าถังแรกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าพี่ที่ไปด้วยกันยื่มมาให้ดูด เนื่องจากตัวเองเป็นคนคออ่อนเลยไม่กล้าดูดมาก กลัวเมาซะก่อน ดูดจากถังแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ บางทีผมก็เอาปากไปแตะหลอดเฉยๆ ไม่มีใครรู้อยู่แล้วว่าดูดจริงรึแกล้งดูด แต่จะบอกว่าไอ้เหล้าเป็นถังๆนี่อร่อยดี ไม่รู้เหมือนกันว่ามันผสมอะไรบ้าง รู้แต่ว่ามีกระทิงแดงอยู่ด้วย(มิน่า กินแล้วคึก) ดูดไปดูดมารู้ตัวอีกทีก็เมาไปเรียบร้อยแล้ว
เสียงเพลงที่เปิดดังสนั่นหวั่นไหวบังคับให้ทุกๆคนต้องขยับตัว เพราะหากว่าเรายืนอยู่เฉยๆมันจะเป็นการเกะกะคนอื่นๆ เพลงที่เปิดส่วนใหญ่เป็น ฮิพ ฮอพ สลับกับเพลง remixed เชยๆ(ไม่รู้ร้านอื่นจะเป็นไงนะ แต่นี่คือร้านที่อยู่ใกล้ๆกับกลุ่มของผม)แถมบางเพลงก็เก่า(linkin park หรือกระทั่งBeyonce!!) และในที่สุดดีเจก็เล่นเพลง I will survived (กูว่าแล้ว แม่นจริงๆ) แค่ท่อนแรกของเพลงขึ้นมาก็มีเสียงเฮลั่น(ไอ้ฝรั่งผู้ชายที่ยืนไกล้ๆนี่กรี๊ดสนั่นเชียว) ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตนี้จะได้มาเต้นประกอบเพลง I will survived บนหาดริ้น....น่าดีใจจริงๆ
คืนนั้นกว่าจะกลับก็เกือบเช้า ไม่รู้เอาแรงมาจากใหน หากถามว่ารู้สึกอย่างไรก็คงบอกว่าแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน สำหรับผม คิดว่ามันก็โอเคนะ แม้ไม่ถึงกับเป็น the must แต่ก็ต้องยอมรับว่าสะใจ กับการทำอะไรแบบนี้นานๆครั้ง(ทำทุกคืนคงตายซะก่อน) บรรยากาศมันจอมปลอมดี ทุกคนสนุก ทุกคนเฮฮา หันไปทางใหนก็มีแต่เสียงหัวเราะ เดินชนใครก็ยื่นเหล้าให้กิน ใครยื่นเหล้ามาก็ดื่มมั่วไปหมด (จริงๆแล้วเสี่ยงต่อการแลกเปลี่ยนเชื้อโรคมากๆ แถมอาจเจอยาเสพติดได้ด้วย ไม่ดีๆ)
เหมือนที่หลายๆคนพูดไว้ว่าที่นี่เหมือนดินแดนในอุดมคติ ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีเสรีภาพเต็มที่ แต่มันก็แค่เสรีภาพหลอกๆ เพราะเมื่อปาร์ตี้จบสิ้น ชีวิตจริงก็มาเยือนพร้อมกับเสรีภาพจอมปลอมที่หลุดลอยไปกับแสงอาทิตย์ยามเช้า....
ได้คุยกับสาวสิงคโปร์(เอ่อ..ไม่ใช่เรื่องนายกทักษิณหรอกนะ)ที่ยืนเต้นอยู่คนเดียว เธอบอกว่าสนุกมากและอยากมาที่นี่มานานแล้ว เธอก็คงจะเหมือนกับbackpackerทั้งหลายที่โดนดึงดูดมาที่นี่ โดยอะไรสักอย่าง...
เราเดินทางกลับที่พัก แต่ปาร์ตี้ยังไม่เลิก ใครมีแรงก็เต้นกันต่อ ใครที่ไม่ไหวก็นอนสลบกันบนพื้นทราย คงไม่มีอะไรสามารถหยุดความสนุกที่นี่ได้ แม้เพิ่งจะมีข่าวว่ากรุงเทพถูกวางระเบิด แต่ก็ไม่มีใครแคร์..ที่นี่อนุญาตให้เฉพาะความสุข ความสนุกเท่านั้นเดินทางเข้ามาได้...สมแล้วที่บางคนเรียกที่นี่ว่า เกาะสวรรค์
กว่าจะได้นอนจริงๆก็ตีห้ากว่าๆแล้วก็ตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งเรือกลับหาดใหญ่ บรรยากาศบนเรือขากลับต่างจากขาไปลิบลับ มีแต่ความอ่อนล้าเกาะกินไปทั้งลำเรือ ผมนั่งจิบน้ำเปล่าและเคี้ยว m&mที่ซื้อมาจาก7-11 จนถึงท่าเรือดอนสัก
ผมก้าวลงจากเรือเฟอรรี่ ต้องต่อรถอีกสองสามทอด สภาพตอนนั้นน่าอายจัง หน้าตาโคตรโทรม กลิ่นแอลกอฮอล์ยังคงโชยออกมาจากลมหายใจจางๆ
ผมเรียกรถมอไซค์เพื่อไปขึ้นรถกลับยังท่าเรือซีทรานส์ พี่มอไซค์รับจ้างชวนคุยตลอดทาง ก่อนจ่ายตังค์ยังบอกว่าผมรีบกลับ น่าจะอยู่เที่ยวอีกสักวันสองวัน
.
.
ผมนั่งรอรถ แม้จะได้นอนนิดเดียวแต่ก็แปลกที่ไม่ง่วงเท่าไร่ เวลาตอนนั้นราวบ่ายสอง ทะเลที่มองเห็นไกลๆยังคงสงบเหมือเมื่อสามวันก่อนไม่ผิดเพี้ยน...
พอคิดขึ้นมาได้ว่าวันหยุดกำลังจะจบลง อยู่ดีๆผมก็คิดถึงอิสระภาพปลอมๆบนเกาะพงันขึ้นมาจับใจ.....
edit @ 2007/01/13 14:23:40
แหะ.....คิดเหมือนคอมเมนท์แรกเรย