2007/Jan/13

คำชี้แจง: ยาวนะครับ ค่อยๆอ่านทีละนิดก็ได้ ตอนแรกว่าจะแบ่งเป็นตอนๆแล้วแต่เปลี่ยนใจ เพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้เล่นเน็ตเท่าไหร่ อีกอย่างคือรูปจะเอามาลงทีหลังนะครับ ขัดข้องทางเทคนิคนิดหน่อย

Part1 : พงันวันคลื่นลมสงบ

"เฮ้ย กูเพิ่งดูพยาการณ์อากาศไปเมื่อตะกี้นี้เองนะโว้ย เค้าบอกว่าคลื่นแรง"

"กูก็เพิงโทรเช็คกับเพื่อนที่พงันก่อนที่จะคุยกับมึงเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วนี่เอง มันบอกว่าปกติ"

"เออ ตามใจ แล้วแต่มึงละกัน ทำประมาทไปเถอะ"

"นี่มึงอย่าพูดเหมือนกูจะไปเที่ยว ยะลา ปัตตานี ได้มั๊ย แม่ง เวอร์ชิบหาย เหมือนพี่สาวกูเลย มันบอกว่ามีคลื่นยักษ์อะไรของมันไม่รู้ กูจะบ้า"

นั่นเป็นคำอวยพรส่วนใหญ่ที่ผมได้รับก่อนที่จะเดินทางไปพงันคนเดียว แต่หลังจากที่เดินทางมากว่า6ชั่วโมงจากหาดใหญ่ถึงท่าเรือดอนสัก ภาพของทะเลตรงหน้าที่สงบเงียบทำให้สิ่งที่เคยวิตกกังวลมาก่อนหน้านี้ กลายเป็นเรื่องตลกไปเสียสิ้น

"นักท่องเที่ยวมากันน้อยกว่าปีที่แล้วเยอะเลยพี่ เพราะทีวีออกข่าวน่ากลัวเกินจริง" หนุ่มมอเตอร์ไซค์ผิวเข้มบ่นให้ฟังด้วยอารมณ์เซ็งๆ แต่ผมก็แอบค้านในใจ ด้วยภาพนักท่องเที่ยวทั้งหัวดำหัวแดงที่ยืนอยู่เต็มท่าเรือ...น้อยตรงใหนเนี่ย

จริงๆแล้วผมไม่ได้อาจหาญขนาดเดินทางไปใหนมาใหนคนเดียวได้โดยไม่รู้สึกอะไร แต่เนื่องจากสถานการณ์บังคบและไม่อยากเอาชีวิตไปผูกติดกับคนอื่น จึงตัดสินใจสะพายเป้มาพงันคนเดียว เพราะมีเพื่อนอยูที่นั่นเรื่องที่พักจึงสะดวก แม้อาจโดนบางคนแซวว่าคิดทำเท่ห์เหมือนไข่ย้อยแห่งเพื่อนสนิทก็ตาม

ผมเดินขึ้นเรือ เลือกที่นั่งด้านนอกเพราะอยากดูทะเล นักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ บรรยากาศบนเรือร่าเริงจนน่าอึดอัด นั่งไปสักพักมีคนเปิดเพลงขึ้นมา แม้เสียงจะไม่ดังอะไร แต่นั่นก็เพียงพอที่จะให้ผมต้องปิดหนังสือที่อุตสาห์หอบหิ้วมาหวังอ่านฆ่าเวลาลง(กลางทะเลลึก ของประชาคม) ผมนั่งหลับตา พยายามฟังว่าฝรั่งข้างๆมันคุยกันเรื่องอะไร ก่อนที่จะพบว่าฟังไม่ออกสักคำ เพราะมันคุยกับด้วยภาษาฝรั่งเศษ

ผมเดินไปเดินมาบนเรือ บางครั้งก็ออกไปยืนเหม่อที่ระเบียง มองออกไปยังท้องน้ำที่กว้างสุดสายตาแบบที่พระเอกเอ็มวีเพลงประเภทเหงาๆทั้งหลายชอบทำกัน

หลังจากยืนทำเท่ห์จนเมื่อยและหงุดหงิดว่าเมื่อไหร่มันจะไปถึงซักที(วะ)อยู่บนเรือมาเกือบสามชั่วโมง สรุปว่าในไกด์บุ้กมันบอกว่าใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมงครึ่งนี่ตอแหลเห็นๆ เวลาผ่านไปสามชั่วโมงกว่าๆ ผมจึงเห็นเกาะพงันอยู่ตรงหน้า

ทันทีที่เท้าสัมผัสผืนดิน ผมรีบสอดสายตาหาเพื่อนที่เพิ่งโทรให้มันมารับ ยังไม่ทันหันซ้ายหันขวา ผมก็เห็นเพื่อนมายืนยิ้มอยู้ตรงหน้าแล้ว งงๆเหมือนกันเพราะว่าที่ตั้งกว้างแต่ทำไมเราเจอกันง่ายจังวะ....

Part 2: ที่ๆนาฬิกาเดินถอยหลัง

วันรุ่งขึ้นผมกับเพื่อนไปเดินเล่นกันที่ชายหาดตอนบ่าย แดดแรงๆทำไห้เราชะงักงันกันไปบ้างในตอนแรก แต่สุดท้ายก็คิดกันได้ว่าแสงแดดคงไม่สามารถทำร้ายพวกเราไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว จะกลัวมันไปทำไมจริงๆแล้วอุตสาห์หิ้วกันแดดไปหลอดใหญ่ แต่ดันลืมไว้ที่บ้านพัก และไม่มีทางย้อนกลับไปเอาแน่ๆ (ขี้เกียจ)

ทะเลตอนนั้นเงียบสงบเหลือเกิน แม้หาดทรายจะดูธรรมดาไปบ้าง ภาพของทะเลที่สงบนิ่ง มีแค่ระลอกคลื่นแผ่วเบาบนผิวน้ำที่บ่งบอกว่ามันยังคงเคลื่อนไหว นักท่องเที่ยวแหวกว่ายอยู่ในผืนน้ำอย่างสบายอารมณ์(และแน่นอน อยู่ในชุดบิกินี่ หึหึหึ...) เราได้แต่เดินย่ำเท้าบนผืนทราย มองดูชีวิตคนอื่นริมชายหาด(จริงๆคือถ้ำมอง) ถ่ายรูปคู่กับเรือลำเก่าๆที่จอดล้อคลื่นลมเบาๆอยู่อย่างสงบนิ่ง แค่นั้นก็เพลิดเพลินแล้ว..

ผมขี้เกียจเล่นน้ำ ขอเป็นผู้สังเกตการณ์ริมหาดดีกว่า เดินๆไปสังเกตเห็นว่าหมาทุกตัวที่เดินอยู่ริมหาดเดินลงไปเล่นน้ำทะเลกันเป็นว่าเล่น ผมกับเพื่อนเลยเรียกมันว่า หมาทะเล.....

ชายหาดที่เราไปเดินเล่นกันอยู่แถวบ้านใต้ มันไม่ใช่สถานที่โด่งดังเหมือนที่อื่นผู้คนจึงไม่พลุกพล่าน นักท่องเที่ยวหลายคนนิยมปูเสื่ออ่านหนังสือกันกลางแดด มีรีสอร์ทสวยๆเยอะมาก ผมกับเพื่อนแอบทำเนียนเดินเข้าไปดูบ้าง ถ่ายรูปบ้าง เสียวๆเหมือนกันว่าจะมีใครเดินออกมาไล่ คิดว่าครั้งหน้าอยากลองมาพักที่รีสอร์ทดู เพราะบรรยากาศดีมาก สงบโคตรๆ ที่สำคัญคือราคามันอยู่ในช่วงที่สามรถยอมรับได้ แต่ให้มาพักคนเดียวคงไม่ไหว ใครอยากไปด้วยบ้างบอกมาได้เลยนะ พูดจริงๆ

แม้เพื่อนมันบ่นว่าเมื่อย แต่ผมก็ไม่สนใจต่อเสียงบ่น ลากมันไปยังท่าจอดเรือประมงซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่ไหร่ ดูไกลๆแล้วสวยดี แต่พอมาถึงแล้วกลับไม่สวยอย่างที่คิด เพราะมันดูรกๆ และเต็มไปด้วยเศษวัสดุ เราเดินไปที่ปลายแหลม ตอนนั้นเองที่เพิ่งสำเหนียกกันได้ว่ามันเปลี่ยวมาก และตอนนั้นดวงอาทิตย์ตกดินไปนานแล้วด้วย หวกโดนใครแถวนั้นปาดคอฆ่าหมกทรายขึ้นมา คงไม่มีใครช่วยได้แน่นอน สำนึกได้ดังนั้นเราทั้งสองจึงรีบเดินจ้ำอ้าวกลับที่พักอย่างรวดเร็ว

ขากลับเราเดินเลียบถนนแคบๆที่มีรถราวิ่งไปมาด้วยความเร็วสูง เสี่ยงต่อการโดนรถเฉี่ยวหอหักตายใต้โคนมะพร้าวเป็นอย่างมาก ร้านค้าและรีสอร์ทตามสองข้างทางเปิดไปสว่างไสวสวยงาม นึกๆแล้วก็ขำตัวเองเหมือนกัน เมือสองสามวันก่อนยังเพิ่งปวดหัวกับงานอยู่แท้ๆ แต่วันนี้กลับมีเวลาว่างขนาดมาเดินสำรวจรีสอร์ทตามสองข้างทางในสถานที่ๆไม่คุ้นเคย นึกถึงคำพูดของไข่ย้อยในเพื่อนสนิทขึ้นมาทันที ที่นี่ เป็นที่ๆนาฬิกาเดินถอยหลัง...

ถนนที่แสงไฟสลัวๆ มองเห็นเงาของต้นมะพร้าวเป็นเงาตะคุ่มอยู่ในความมืด เสียงเฮฮาของนักท่องเที่ยวบนรถที่ผ่านไปมาดังเป็นระยะๆ ทำใหผมรู้สึกอยากให้ระยะทางระหว่างชายหาดกับที่พักยืดยาวออกไปเหลือเกิน...

Part 3 : Hi!, strangers.

ผมรู้สึกเวียนหัวกับภาพตรงหน้า เสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับอย่างไร้ระเบียบ เสียงจอแจจากนักท่องเที่ยวที่เดินกันยั้วเยี้ยเหมือนกองทัพมด มีทั้งเสียงตะโกนคุยข้ามถนน เสียงหัวเราะ เสียงพูดจาทักทายกัน ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่แค่นั้นก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองลีบลงกว่าเดิม

คนที่แน่นสุดๆทำให้เราเคลื่อนที่ไปได้ช้ามาก ผมแทบไม่ต้องเดินด้วยซ้ำ แค่ยืนเฉยๆ คนข้างหลังก็จะดันให้เราเคลื่อนที่ไปเองโดยอัตโนมัติ

ผมเหลือบมองดูนาฬิกา เหลือเวลาอีกไม่ถึง10นาทีก็จะเที่ยงคืน พวกเรา5คน(ผม เพื่อน พี่สาวเพื่อน และเพื่อนๆของพี่สาว) นั่งรถตู้มาที่หาดริ้นเพื่อฉลองปีใหม่กันที่นี่ ผมชักไม่มั่นใจว่าคิดถูกรึเปล่า กับการนั่งรถมาบนถนนที่สูงชันน่าหวาดเสียว เพียงเพื่อจะพบกับกองทัพฝรั่งที่ทำให้เราแทบไม่มีพื้นที่ยืน

อาศัยความตัวเล็กให้เกิดประโยชน์ ในที่สุดพวกเราก็สามารถซอกซอนจนสามารถทะลุมาถึงริมหาดจนได้ แทบจะพร้อมกันกับดอกไม้ไฟที่สว่งไสวขึ้นอย่างงดงาม พร้อมทั้งเสียงตะโกนว่า แฮปปี้นิวเยียร์ ที่ดังระงมไปทั่ว บ่งบอกว่าปีใหม่มามาเยือนแล้ว นักท่องเที่ยวที่มากันเป็นคู่ๆอาศัยจังหวะนี้จูบกันอย่าดูดดื่ม(ประมาณว่าจูบแรกของปี) ไอ้เราที่ยืนอยู่ข้างๆได้แต่มองด้วยความอิจฉา หันไปดูเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่าจะชวนมันจูบซะหน่อยแต่กลัวโดนตบ เลยล้มเลิกความคิด

เหล้าถังแรกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าพี่ที่ไปด้วยกันยื่มมาให้ดูด เนื่องจากตัวเองเป็นคนคออ่อนเลยไม่กล้าดูดมาก กลัวเมาซะก่อน ดูดจากถังแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ บางทีผมก็เอาปากไปแตะหลอดเฉยๆ ไม่มีใครรู้อยู่แล้วว่าดูดจริงรึแกล้งดูด แต่จะบอกว่าไอ้เหล้าเป็นถังๆนี่อร่อยดี ไม่รู้เหมือนกันว่ามันผสมอะไรบ้าง รู้แต่ว่ามีกระทิงแดงอยู่ด้วย(มิน่า กินแล้วคึก) ดูดไปดูดมารู้ตัวอีกทีก็เมาไปเรียบร้อยแล้ว

เสียงเพลงที่เปิดดังสนั่นหวั่นไหวบังคับให้ทุกๆคนต้องขยับตัว เพราะหากว่าเรายืนอยู่เฉยๆมันจะเป็นการเกะกะคนอื่นๆ เพลงที่เปิดส่วนใหญ่เป็น ฮิพ ฮอพ สลับกับเพลง remixed เชยๆ(ไม่รู้ร้านอื่นจะเป็นไงนะ แต่นี่คือร้านที่อยู่ใกล้ๆกับกลุ่มของผม)แถมบางเพลงก็เก่า(linkin park หรือกระทั่งBeyonce!!) และในที่สุดดีเจก็เล่นเพลง I will survived (กูว่าแล้ว แม่นจริงๆ) แค่ท่อนแรกของเพลงขึ้นมาก็มีเสียงเฮลั่น(ไอ้ฝรั่งผู้ชายที่ยืนไกล้ๆนี่กรี๊ดสนั่นเชียว) ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตนี้จะได้มาเต้นประกอบเพลง I will survived บนหาดริ้น....น่าดีใจจริงๆ

คืนนั้นกว่าจะกลับก็เกือบเช้า ไม่รู้เอาแรงมาจากใหน หากถามว่ารู้สึกอย่างไรก็คงบอกว่าแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน สำหรับผม คิดว่ามันก็โอเคนะ แม้ไม่ถึงกับเป็น the must แต่ก็ต้องยอมรับว่าสะใจ กับการทำอะไรแบบนี้นานๆครั้ง(ทำทุกคืนคงตายซะก่อน) บรรยากาศมันจอมปลอมดี ทุกคนสนุก ทุกคนเฮฮา หันไปทางใหนก็มีแต่เสียงหัวเราะ เดินชนใครก็ยื่นเหล้าให้กิน ใครยื่นเหล้ามาก็ดื่มมั่วไปหมด (จริงๆแล้วเสี่ยงต่อการแลกเปลี่ยนเชื้อโรคมากๆ แถมอาจเจอยาเสพติดได้ด้วย ไม่ดีๆ)

เหมือนที่หลายๆคนพูดไว้ว่าที่นี่เหมือนดินแดนในอุดมคติ ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีเสรีภาพเต็มที่ แต่มันก็แค่เสรีภาพหลอกๆ เพราะเมื่อปาร์ตี้จบสิ้น ชีวิตจริงก็มาเยือนพร้อมกับเสรีภาพจอมปลอมที่หลุดลอยไปกับแสงอาทิตย์ยามเช้า....

ได้คุยกับสาวสิงคโปร์(เอ่อ..ไม่ใช่เรื่องนายกทักษิณหรอกนะ)ที่ยืนเต้นอยู่คนเดียว เธอบอกว่าสนุกมากและอยากมาที่นี่มานานแล้ว เธอก็คงจะเหมือนกับbackpackerทั้งหลายที่โดนดึงดูดมาที่นี่ โดยอะไรสักอย่าง...

เราเดินทางกลับที่พัก แต่ปาร์ตี้ยังไม่เลิก ใครมีแรงก็เต้นกันต่อ ใครที่ไม่ไหวก็นอนสลบกันบนพื้นทราย คงไม่มีอะไรสามารถหยุดความสนุกที่นี่ได้ แม้เพิ่งจะมีข่าวว่ากรุงเทพถูกวางระเบิด แต่ก็ไม่มีใครแคร์..ที่นี่อนุญาตให้เฉพาะความสุข ความสนุกเท่านั้นเดินทางเข้ามาได้...สมแล้วที่บางคนเรียกที่นี่ว่า เกาะสวรรค์

กว่าจะได้นอนจริงๆก็ตีห้ากว่าๆแล้วก็ตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งเรือกลับหาดใหญ่ บรรยากาศบนเรือขากลับต่างจากขาไปลิบลับ มีแต่ความอ่อนล้าเกาะกินไปทั้งลำเรือ ผมนั่งจิบน้ำเปล่าและเคี้ยว m&mที่ซื้อมาจาก7-11 จนถึงท่าเรือดอนสัก

ผมก้าวลงจากเรือเฟอรรี่ ต้องต่อรถอีกสองสามทอด สภาพตอนนั้นน่าอายจัง หน้าตาโคตรโทรม กลิ่นแอลกอฮอล์ยังคงโชยออกมาจากลมหายใจจางๆ

ผมเรียกรถมอไซค์เพื่อไปขึ้นรถกลับยังท่าเรือซีทรานส์ พี่มอไซค์รับจ้างชวนคุยตลอดทาง ก่อนจ่ายตังค์ยังบอกว่าผมรีบกลับ น่าจะอยู่เที่ยวอีกสักวันสองวัน

.

.

ผมนั่งรอรถ แม้จะได้นอนนิดเดียวแต่ก็แปลกที่ไม่ง่วงเท่าไร่ เวลาตอนนั้นราวบ่ายสอง ทะเลที่มองเห็นไกลๆยังคงสงบเหมือเมื่อสามวันก่อนไม่ผิดเพี้ยน...

พอคิดขึ้นมาได้ว่าวันหยุดกำลังจะจบลง อยู่ดีๆผมก็คิดถึงอิสระภาพปลอมๆบนเกาะพงันขึ้นมาจับใจ.....


edit @ 2007/01/13 14:23:40

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ยาวแค่ไหนก็อ่านจบจนได้ครับ

ตอนแรกว่าจะแบ่งอ่าน แต่สนุกดี+แอบขำเป็นระยะๆ เลยอ่านรวดเดียวจบ^^"

ปัญหาของผมคือ มันยาวจนเม้นไม่ถูกซะแล้ว ถ้าเม้นทุกจุดก็คงยาวพอๆกับentry 555+
#1  by  Grëêñßåÿgøñ™ At 2007-01-13 11:21, 
เวลาแห่งความสุข เดินทางเร็วกว่าเวลาแห่งความทุกข์จริงๆ เล่าบรรยากาศแล้วบางทีก็ดูเหงาๆ นะเนี่ย
#2  by  adenaline (124.120.246.122) At 2007-01-13 12:31, 
แหะ.....คิดเหมือนคอมเมนท์แรกเรย
#3  by  sadism At 2007-01-14 13:59, 
ยังอ่านไม่จบเลยง่ะ แต่ขอเมนท์ก่อน เพราะแว๊บแรกที่อ่านแล้ว รู้สึกว่าอยากเห็นภาพเกาะพงันบ้างจังเลย น่าจะมีมาให้ดูบ้างนะคะ อ่อ นิดนึงเก็บอาการไม่อยู่ค่ะ ก็เล่นนึกว่าเราเป็นเด็ก ม.ปลาย คิๆๆ คิดต่อไปก็ได้นะคะ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว
#4  by  yakcute At 2007-01-15 11:28, 
อ่านแล้วอยากไปเลยอ่ะค่ะ
#5  by  ~ "XtraluV" by ==> JiGSaW ~ At 2007-01-15 22:32, 
มันคือ 4คูณ100
แสงโสม1แบน
เอ็ม150 1 ขวด
สไปร์ท 1 ขวด
มะนาว 1 ลูก
เมาไม่รู้ตัว ขอบอก
#6  by  ~ O_L~oHm ~ At 2007-01-17 02:13, 
แล้วก็ได้แต่นับเวลา ให้ถึงวันหยุดอีกครั้ง

ไม่ลองเที่ยวที่ใกล้ๆ ดูบ้างหล่ะ?
#7  by  นายอ้วนพี At 2007-01-17 17:41, 
อยากไปบ้างจัง อยากสนุกแบบนี้ก่อนจะแก่จนเต้นไม่ไหว

เขียนได้น่าอ่านดีนะ เหมือนได้เดินไปด้วยเลย สนุกครับ
#8  by  นายป้อ At 2007-01-17 19:07, 
อิจฉาโว๊ย .. แม้จะเปนอิสรภาพปลอมๆ (ไม่ปลอมนะ) ..
#9  by  ณ ภูเก็ต At 2007-01-17 19:30, 
เป็นปีใหม่ที่น่าอิฉา.. ถึงแม้ว่ามันจะผ่านไปเร็ว ...

ปล. อยากดูรูปปปปปปปปปปปปปปป
#10  by  K w a n g ! ! At 2007-01-17 23:38, 
เขียนได้ใจมากน้อง
#11  by  พี่สาวเพื่อน (124.157.245.36) At 2007-01-21 19:57, 
aim: รวมเล่มขายเมื่อไหร่เนี่ย อิ อิ
#12  by  aim At 2007-01-21 23:46, 

<< Home